ความดันโลหิตสูง 160 ควรทำอย่างไร? เข้าใจความเสี่ยงและวิธีดูแลตัวเอง
การทราบค่าความดันโลหิตของตัวเองเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อค่าความดันโลหิตเริ่มสูงขึ้นอย่างผิดปกติ ดังเช่นกรณีของเพื่อนท่านหนึ่งที่วัดได้ 148 และต่อมาวัดได้ 160 ซึ่งอาจเป็นสัญญาณเตือนที่ต้องใส่ใจ บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจว่าความดันโลหิตสูงมีอันตรายอย่างไร และมีแนวทางในการดูแลตัวเองเบื้องต้นอย่างไรบ้าง
ความดันโลหิตสูงคืออะไร?
ความดันโลหิต คือ แรงดันของเลือดที่กระทำต่อผนังหลอดเลือดแดงขณะที่หัวใจสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ค่าความดันโลหิตจะแสดงเป็นตัวเลขสองค่า คือ
- ค่าความดันซิสโตลิก (ตัวบน): คือค่าความดันขณะที่หัวใจบีบตัว
- ค่าความดันไดแอสโตลิก (ตัวล่าง): คือค่าความดันขณะที่หัวใจคลายตัว
โดยทั่วไป ความดันโลหิตปกติจะอยู่ที่ประมาณ 120/80 มิลลิเมตรปรอท (mmHg) แต่ค่ามาตรฐานอาจแตกต่างกันไปตามคำแนะนำทางการแพทย์
ค่าความดัน 160 อันตรายแค่ไหน?
ค่าความดันโลหิต 160 มิลลิเมตรปรอท (ไม่ว่าจะตัวบนหรือตัวล่าง) ถือว่า สูงกว่าปกติอย่างมีนัยสำคัญ และเข้าข่าย ความดันโลหิตสูงระยะที่ 2 ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพร้ายแรงตามมาได้ หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม
ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากความดันโลหิตสูง
ความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคเรื้อรังหลายชนิด เช่น
- โรคหัวใจและหลอดเลือด: เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจขาดเลือด, กล้ามเนื้อหัวใจตาย, และภาวะหัวใจวาย
- โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke): หลอดเลือดในสมองอาจแตกหรือตีบตัน ทำให้เกิดอัมพฤกษ์ อัมพาต หรือเสียชีวิตได้
- โรคไตเรื้อรัง: ความดันโลหิตสูงทำลายหลอดเลือดเล็ก ๆ ในไต ทำให้ไตทำงานผิดปกติ
- ปัญหาเกี่ยวกับดวงตา: อาจทำให้จอประสาทตาเสียหาย ส่งผลต่อการมองเห็น
- ภาวะสมองเสื่อม: มีความเชื่อมโยงระหว่างความดันโลหิตสูงกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของภาวะสมองเสื่อม
แนวทางปฏิบัติเมื่อวัดความดันได้ค่าสูง
หากคุณหรือคนใกล้ชิดวัดความดันโลหิตได้ค่าสูงกว่าปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่า 160 สิ่งที่ควรทำคือ:
- วัดซ้ำ: ตรวจสอบให้แน่ใจว่าการวัดนั้นถูกต้อง ลองพักผ่อนสักครู่แล้ววัดซ้ำอีกครั้ง โดยใช้เครื่องวัดที่ได้มาตรฐาน และปฏิบัติตามวิธีการวัดที่ถูกต้อง (เช่น นั่งพัก 5 นาทีก่อนวัด, วางแขนบนระดับหัวใจ, ไม่พูดคุยขณะวัด)
- ปรึกษาแพทย์: นี่คือขั้นตอนที่สำคัญที่สุด การวัดค่าความดันโลหิตสูงเพียงครั้งเดียวอาจไม่เพียงพอ แต่หากวัดได้ค่าสูงติดต่อกัน หรือมีค่าสูงมากเช่น 160 ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด แพทย์จะประเมินปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ และให้คำแนะนำที่เหมาะสม
- สังเกตอาการ: แม้ว่าความดันโลหิตสูงมักไม่มีอาการ แต่บางครั้งอาจมีอาการที่สังเกตได้ เช่น ปวดศีรษะ, เวียนศีรษะ, หน้ามืด, หูอื้อ, หรือแน่นหน้าอก หากมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ควรไปพบแพทย์ทันที
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อช่วยควบคุมความดันโลหิต
นอกจากการปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์แล้ว การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันก็มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยควบคุมความดันโลหิตให้ดีขึ้น:
- ลดปริมาณโซเดียม: หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป อาหารสำเร็จรูป อาหารหมักดอง และลดการเติมน้ำปลา ซีอิ๊ว เกลือ ในการปรุงอาหาร
- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์: เน้นผักใบเขียว ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี โปรตีนไม่ติดมัน และลดอาหารไขมันสูง อาหารทอด
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ: อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ ด้วยการออกกำลังกายแบบแอโรบิก เช่น เดินเร็ว วิ่ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน
- ควบคุมน้ำหนัก: หากมีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน การลดน้ำหนักจะช่วยลดความดันโลหิตได้
- งดสูบบุหรี่: การสูบบุหรี่เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคหัวใจและหลอดเลือด
- จำกัดการดื่มแอลกอฮอล์: หากดื่ม ควรดื่มในปริมาณที่พอเหมาะ
- จัดการความเครียด: หากิจกรรมผ่อนคลาย เช่น การทำสมาธิ โยคะ หรือทำงานอดิเรกที่ชอบ
สรุป
ค่าความดันโลหิต 160 ถือเป็นสัญญาณเตือนที่ต้องใส่ใจ การไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและคำแนะนำที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ควบคู่ไปกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพเพื่อช่วยควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม การดูแลสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดตั้งแต่วันนี้ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพร้ายแรงในระยะยาวได้
#ความดันโลหิตสูง #สุขภาพหัวใจ #ดูแลสุขภาพ
ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
https://pantip.com/topic/43580585